ผู้จัดการออนไลน์ [ วันพฤหัสบดี ที่ 05 เดือนสิงหาคม 2553 ]
เคลียร์เรื่อง โลน-เริม


เรียบเรียงโดย นิษฐ์ภัสสร ห่อเนาวรัตน์

อ.นพ.สุมนัส บุณยะรัตเวชภ.ตจวิทยาเชื่อไหมว่า "โลน" และ "เริม" มีความเหมือนและต่างกันในสองโรคนี้ เป็นอย่างไร ติดตามครับ

ที่ว่าเหมือนคือ ทั้งสองโรคนี้เกิดบริเวณอวัยวะเพศหรือตำแหน่งใกล้เคียง และต่างก็เป็นโรคที่สามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์แต่ถ้า "เริม" เกิดในตำแหน่งอื่น อาจไม่เกี่ยวข้องกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็ได้

แต่ที่ต่างคือ "ตัวโลน" เกิดจาก ปรสิต ภายนอกตัวเล็กๆ ที่ดูดเลือดจากผิวหนัง สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ ตัวจะเล็กอ้วนกลมกว่าเหา มีก้ามดูคล้ายก้ามปู จึงมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า "crab louse" มักจะอาศัยบริเวณขนที่อวัยวะเพศ แต่อาจจะพบได้ที่อื่น เช่นบริเวณขนตา ขนคิ้ว เป็นต้น ส่วน "เริม" เกิดจากเชื้อไวรัสตัวเล็กไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าที่ชื่อ "herpes" แต่สามารถเห็นผลของไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคบริเวณผิวหนังได้o รู้ได้อย่างไรว่าเป็น "โลน" หรือ "เริม"


- โรคโลน จะมีอาการคัน โดยตัวโลนมักจะสร้างความรำคาญมากกว่าก่อโรคร้ายแรง ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นเจ้าตัวโลนไต่ช้าๆ ด้วยตาเปล่า

- โรคเริม จะมีลักษณะที่สำคัญ คือ มีกลุ่มตุ่มน้ำใสขนาดเล็กๆหลายตุ่มรวมกัน อาจแตกออกเป็นแผลตื้นๆ เจ็บแสบหรือกลายเป็นตุ่มหนอง เริม พบบ่อยที่บริเวณริมฝีปากและอวัยวะเพศ หรืออาจพบได้ที่ก้นกบหรือแผ่นหลังส่วนล่าง นิ้วมือ หรือที่บริเวณศีรษะทารกแรกเกิด ซึ่งคลอดออกจากช่องคลอดของมารดาที่เป็นเริมอยู่ที่อวัยวะเพศo รักษาอย่างไร

โรคโลน วิธีง่ายที่สุดในการกำจัดโลน โดยโกนขนที่บริเวณนั้นออกให้หมด และทำความสะอาดด้วยยากำจัดโลนหรือเหา นอกจากนี้เริมที่ริมฝีปากยังควรระวังเรื่องการแพร่กระจายไปยังบุคคลใกล้เคียงด้วย

โรคเริม เป็นโรคที่ไม่หายขาด ผู้ป่วยอาจเป็นๆ หายๆ หลายครั้งการรักษาเป็นไปแบบประคับประคอง แต่ในกรณีที่รุนแรงหรือเป็นมากอาจใช้ยาต้านไวรัสเริมซึ่งควรจะมาพบแพทย์ โดยเฉพาะในรายที่เป็นโรคเริมซ้ำๆ บ่อยครั้ง

วิธีแก้ไขถ้าเป็นบ่อย

ควรมาพบแพทย์ ถ้ามีโลนเป็นซ้ำบ่อยมาก ควรต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะการมีคู่นอนหลายคนควรต้องพิจารณาถึงการรักษาคู่นอนร่วมไปด้วยตั้งแต่แรกเพื่อไม่ให้ติดต่อกลับซ้ำกันไปๆ มาๆ ส่วนเริมถ้าเป็นบ่อยมากๆ แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อรับยากดอาการไม่ให้กำเริบอีก และต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การพักผ่อนน้อย ความเครียด ฯลฯ

ทำอย่างไรไม่เป็นโลน-เริม

1. ดูแลสุขอนามัย โดย ระวังการสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นโรคทั้งสองนี้ โดยเฉพาะสำหรับโรคเริมผิวหนังที่มีรอยแกะเกาขีดข่วนสามารถติดต่อจากตุ่มน้ำของผู้ป่วยได้ง่ายกว่าผิวหนังที่ปกติ

2. ระวังการมีเพศสัมพันธ์ โดยหลีกเลี่ยง การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ป่วยที่เป็นโรคโลน ทั้งนี้โรคโลนสามารถติดต่อได้แม้ใส่ถุงยางอนามัยฉะนั้นจึงยังไม่ปลอดภัยหากมีเพศสัมพันธ์

3. หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ ร่วมกับผู้ที่ป่วยเป็นทั้งโรคโลนและเริม โดยเฉพาะสิ่งของที่ต้องมีการสัมผัสกับผิวหนัง เช่นผ้าเช็ดตัว ชุดชั้นใน หรือสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆ

ถ้าเข้าข่ายทั้งสองโรคนี้ ผู้ป่วยอาจเป็นๆ หายๆ การวินิจฉัยแต่แรกเริ่มควบคู่ไปกับการที่ผู้ป่วยดูแลสุขอนามัยของตนเอง และได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีก็จะหายวันหายคืน

7 ส.ค.นี้ รวมพลังชาวไทยสร้าง 'สยามินทราธิราช'

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ขอเชิญชวนชาวไทยร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์บนพื้นที่รถไฟธนบุรี (เดิม) "สยามินทราธิราช"เพื่อเพิ่มพื้นที่วิจัยและบริการผู้ป่วย รพ.ศิริราช ในวันเสาร์ที่ 7 สิงหาคมนี้ทางช่อง 3 เวลา 22.30-00.30 น. พบเรื่องราวดีๆ หลากหลายรูปแบบและภารกิจที่ยิ่งใหญ่ "เหงื่อนี้เพื่อเธอ" ของเหล่าศิลปิน พิธีกรจากค่ายต่างๆ ในรายการ "สยามินทราธิราช...การแพทย์แห่งแผ่นดิน" และขอเชิญบริจาคพร้อมสอบถามปัญหาสุขภาพในรายการ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2419-7646-50




 










 


หน้าแรก | เกี่ยวกับแผนงาน | เครือข่ายและกิจกรรม | ผลผลิตและรายงาน | ข้อมูลสถิติ | การจัดการความรู้ | หน่วยงาน | ติดต่อแผนงาน | เจ้าหน้าที่ดูแลระบบ
แนะนำแผนงาน | ข่าวกิจกรรม | เกาะติดกิจกรรมเด่น | หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง | ผลผลิตและรายงาน| รายงานสุขภาพ| ก้าวใหม่กับ HISO | สถานการณ์สุขภาพประเทศไทย
การวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพ | สถานการณ์ข่าวสุขภาพ | เรื่องเล่าข่าวสุขภาพ | สื่อข้อมูลสุขภาพ | แบบสำรวจสุขภาพ | webbord | คำถามที่พบบ่อย | สมุดเยี่ยมชม | บริการข้อมูล